สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ในรัชกาลที่ ๙ พระผู้สมถะที่ควรเดินรอยตาม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ปาพจนดิลกวรานุศาสน์ อารยางกูรพิลาสนามานุกรม คัมภีรญาณอุดมวิศิษฏ์ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี  ๕ ธันวาคม ๒๕๕๙วัดญาณเวศกวัน สามพราน นครปฐม

พระเถระที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาในระดับชั้นสมเด็จพระราชาคณะมีเพียงรูปเดียว คือ พระพรหมคุณาภรณ์ พระนักคิด นักเขียน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา



'
จะตั้งเป็นชั้นไหนๆ ก็เป็นพระองค์หนึ่ง...สิ่งที่เราควรใส่ใจคือในหลวง
"พระพรหมคุณาภรณ์" ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ในรัชกาลที่ ๙

  จากหนังสือวิถีแห่งปราชญ์ เล่าไว้สองเรื่อง เรื่องนึงคือตู้เย็น ซึ่งมีผู้จะถวาย แต่ท่านไม่เห็นความจำเป็น  มีช่วงหนึ่งที่ท่านต้องใช้ยาบางตัวซึ่งต้องแช่เย็นไว้ตลอดเวลา ท่านก็ขอเพียงกระติกใบหนึ่งสำหรับใส่น้ำแข็ง แล้วก็เอายาแช่ไว้ในกระติกน้ำแข็ง  อีกเรื่องหนึ่ง มีผู้ต้องการจะติดเครื่องปรับอากาศถวาย เพื่อเป็นเครื่องช่วยในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบหายใจหรือปอดของท่าน ท่านก็กล่าวว่า "ขออนุโมทนา แต่วัดนี้ สมภารควรอยู่อย่างสมถะ ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องใช้เครื่องปรับอากาศ"



เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช วานนี้ (5 ธ.ค. 59 ) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานสถาปนา เลื่อนตั้ง สมณศักดิ์พระสงฆ์ จำนวน 159 รูป โดยหนึ่งในพระเถระที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาในระดับชั้นสมเด็จพระราชาคณะมีเพียงรูปเดียว คือ พระพรหมคุณาภรณ์ พระนักคิด นักเขียน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา

โดยได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ นับเป็นรูปที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปสุดท้ายในรัชกาลที่ 9  นอกจากนี้ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังได้รับการยกย่องให้เป็น “ตรีปิฎกาจารย์”  หมายถึง “อาจารย์ผู้รู้แตกฉานในพระไตรปิฏก” จากสถาบันนวนาลันทา ประเทศอินเดีย นับเป็นภิกษุชาวต่างชาติรูปที่ 2 ต่อจากพระถังซำจั๋งที่ได้รับเกียรติสูงสุดดังกล่าว  คุณูปการของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่มีต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยมากมายเหลือคณานับทั้งด้านการเผยแผ่และปกป้องสังฆมณฑล ตลอดจนชี้แนะแนวทางการดำรงชีวิตและพัฒนาประเทศตามหลักพระพุทธศาสนา

 ล่าสุด เฟซบุ๊กแฟนเพจ "ต้นโพธิ์" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า..."พระจะตั้งสมณศักดิ์เป็นอะไร ก็เป็นพระองค์หนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นโยมไม่ต้องไปห่วงนี่นั่น จะตั้งเป็นชั้นไหน ๆ ก็เป็นพระองค์หนึ่ง เคยเรียกหลวงอาหลวงลุง หลวงตา หลวงพ่อ หลวงปู่ ก็เรียกไปตามนั้นดีที่สุด เขาจะเรียกเจ้าประคุณอะไร ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ให้เป็นเรื่องของทางการเขา เราก็อยู่แบบสบาย ๆ สิ่งที่เราควรจะให้ความใส่ใจคือในหลวง ส่วนพระก็เป็นพระไปตามเดิม"
.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ปาพจนดิลกวรานุศาสน์ อารยางกูรพิลาสนามานุกรม คัมภีรญาณอุดมวิศิษฏ์ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี
๕ ธันวาคม ๒๕๕๙
วัดญาณเวศกวัน สามพราน นครปฐม


เราก็จะเห็นว่าบนวิถีแห่งปราชญ์แท้ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ตลอดระยะเวลายาวนานแห่งการทำงานหนัก เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งทางด้านวัตรปฏิบัตินั้น ท่านเจ้าคุณฯ ก็ไม่เคยรบกวนผู้อื่นเลย ทุกวันนี้ท่านยังซักเครื่องอัฐบริขารของท่านเองอยู่ แม้ในช่วงหลังจะมีพระบางรูปช่วยเหลือท่านที่กุฏิ ด้วยเป็นห่วงสุขภาพและวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ท่านมักจะบอกกับพระรูปนั้นอยู่เสมอว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมทำเองได้"


อย่างเวลาฉันท่านจะมีแค่ปิ่นโตเถาเล็กๆ ไม่มีการจัดสำรับหรูหรา เพราะท่านไม่อยากให้ญาติโยมลำบาก อีกทั้งท่านเจ้าคุณฯ ยังห่มจีวรสีสดที่ตัดเย็บจากผ้าธรรมดาทั่วๆ ไป สวมรองเท้าแตะยาง และเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ใกล้ชิดว่าในกุฏิของท่านซึ่งเป็นเพียงกุฏิไม้จะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ เลย จะมีก็แต่เพียงวิทยุ ที่ท่านใช้เปิดฟังข่าวสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เสริมบางตัวที่สำคัญกับการทำงานเผยแพร่ของท่าน หรือหากมีสิ่งของใดๆ เสีย ท่านก็จะลงมือซ่อมแซมเอง ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา วิทยุ เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ จึงเป็นที่รู้กันดีว่างานอดิเรกของท่านคือ การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้นั่นเอง


พระพรหมคุณาภรณ์ เป็นผู้สมถะอย่างยิ่ง มักน้อย หลีกเลี่ยงสิ่งของฟุ่มเฟือยทุกชนิด สมดังที่ท่านมักแสดงธรรมในเรื่องความสันโดษในวัตถุ แต่ไม่ถือสันโดษในกุศลธรรม และสิ่งที่เห็นได้เกือบทุกพื้นที่ภายในกุฏิของพระพรหมคุณาภรณ์ คือ หนังสือและชั้นเก็บหนังสือ จึงเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ ทั้งในเรื่องความเป็นอยู่ง่าย และการไม่รบกวนใคร


ภาพท่านชยสาโร เยี่ยม ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
เอามาจาก Facebook ที่ไม่มีรายละเอียด ดูจากภาพแล้ว ก็น่าจะยังไม่นานนัก
หน้าตา ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ สดใส น่าจะอาการดีขึ้นจาก การอาพาธ



กุฏิในภาพเป็นที่พำนักของท่านบนภูเขาที่ต่างจังหวัด ซึ่งมีการสร้างเป็นที่พักสงฆ์สำหรับท่านเจ้าคุณฯอาจารย์มาพักรักษาอาการอาพาธส่วนกุฏิของท่าน ที่วัดญาณเวศกวัน ก็คงเป็นกุฏิปูน ซึ่ง ดู ๆไปไม่เหมือนกุฏิพระ แต่เหมือนจะเป็นห้องสมุดมากกว่า เพราะมีแต่หนังสือเต็มไปหมด ท่านใช้ชีวิตของท่านอยู่กับการศึกษาหาความรู้  แต่ถ้าไปพักรักษาอาการอาพาธอยู่บนเขา ท่านก็คงต้องการแบบที่ง่ายที่สุดและไม่ต้องยุ่งยากในการสร้าง โดยเฉพาะเป็นเรื่องความศรัทธาของญาติโยม


ตลอดชีวิตของพระพรหมคุณาภรณ์  แม้จะเผชิญเรื่องราวต่างๆ มากมายแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่ศิษย์หรือคนใกล้ชิดจะพบว่าท่านกำลังโกรธเคือง หงุดหงิด รำคาญใจ แม้แต่อาการเจ็บป่วยที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน ก็ไม่อาจทำให้ท่านแสดงอาการใดๆ ออกมาให้เห็น ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์ กล่าวว่า "อาตมาเป็นประเภทหนักเหตุผล พิจารณาที่เหตุ และผล ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา ทุกข์เป็นสิ่งเรารู้ทันแล้วก็หาทางแก้ เราจะก้าวไปสู่จุดหมาย คือมีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความสุขที่มากขึ้นเรื่อยๆ นั้นเป็นเพราะทุกข์น้อยลง จนกระทั่งไม่มีทุกข์เหลือเลย เพราะอาตมามีความคิดนี้อยู่ในใจตลอดเวลา คือทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ มีอุปสรรคอะไรก็ต้องพยายามเอาชนะให้ได้ แล้วเวลาทำอะไรก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด" ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านใจสงบเย็นปกติสม่ำเสมอ

ประวัติ "พระประยุทธ์ ปยุตโต" พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อยู่แบบสมถะ ไม่ต้องหรูหรา

ประเด็นพระเถรานุเถระที่จะเข้ารับพระราชทานสถาปนาเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์จำนวน โดยมีชื่อสมเด็จพระราชาคณะ คือ พระพรหมคุณาภรณ์ วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม เป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ซึ่งถ้าหากเราดูกันที่ประวัติของพระพรหมคุณาภรณ์นั้นก็จะพบว่าท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบและถือได้ว่าท่านนั้นเป็นพระที่เข้าใจท่องแท้ในเรื่องของพระพุทธศาสนา

พระพรหมคุณาภรณ์ นามเดิม ประยุทธ์ อารยางกูร ฉายา ปยุตฺโต หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในนามปากกา "ป.อ. ปยุตฺโต" เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2481 ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี


ครอบครัวอารยางกูร

 ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อ 10 พฤษภาคม 2494โดยมีหลวงพ่อวัดบ้านกร่าง พระครูเมธีธรรมสาร เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งตลอด 1 ปีที่วัดบ้านกร่าง นอกเหนือจากการมุมานะเรียนนักธรรมตรีแล้ว สามเณรประยุทธ์ยังให้ความสนใจในการอ่าน โดยค้นเอาเอกสารเก่าๆ สมุดข่อยโบราณ หนังสือธรรมมะ ตลอดจนแบบเรียนภาษาอังกฤษและสารคดีความรู้ต่างๆ  และจากการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใส่ตัวเองเสมอ ทำให้สามเณรประยุทธ์สามารถสอบนักธรรมตรีในปีแรกที่บวชเรียนได้

จากนั้นก็ได้ไปเรียนนักธรรมโทและบาลี ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง กับหลวงพ่อพระวิกรมมุนี เจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี


จากนั้นสามเณรประยุทธ์จึงไปสอบนักธรรมโท พร้อมกับเดินทางเข้ามาศึกษาบาลีต่อที่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง โดยมาพำนักที่วัดพระพิเรนทร์ในปีแรกที่มาพำนักอยู่ที่วัดพระพิเรนทร์อีกครั้งของสามเณรประยุทธ์ ก็สอบธรรมเอกได้ สำหรับบาลีนั้นสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค เมื่อ พ.ศ. 2498

ต้นปี พ.ศ. 2504 แม่กองบาลีสนามหลวงได้ประกาศรายชื่อพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม  9  ประโยค จำนวน 11 รูป ปรากฏว่า สามเณรประยุทธ์ อารยางกูร วัดพระพิเรนทร์ สอบได้ลำดับที่  6  ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงสามเณร 3 รูปเท่านั้นที่สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค







หลังจากที่สามเณรประยุทธ์ สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ รับสามเณรประยุทธ์ อารยางกูร เป็นนาคหลวง อุปสมบทเมื่อวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (กิตติโสภณมหาเถร) วัดเบญจมบพิตร ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายานามว่า ปยุตฺโต มีความหมายว่า ผู้เพียรประกอบแล้ว

ต่อมา พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต ก็ตัดสินใจสอบเข้าศึกษาต่อในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการเรียนบาลี ซึ่งหันมาใช้วิธีอ่านและเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะไม่มีเวลาไปเรียนในชั้นเรียนปกติ และในการศึกษาวิชาสามัญของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ปรากฏว่าท่านก็มีผลการเรียนดีเยี่ยม จวบจบปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 ในปี 2504 และได้บรรจุเป็นอาจารย์ประจำในแผนกเตรียมพุทธศาสตร์ พร้อมกันนี้ยังเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยเป็นกำลังหลักในการปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้

พระพรหมคุณาภรณ์ เป็นพระนักวิชาการนักคิดนักเขียนผลงานทางพระพุทธศาสนารุ่นใหม่ มีผลงานทางวิชาการพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ผลงานของท่านที่เป็นที่รู้จัก เช่น พุทธธรรม เป็นต้น ท่านได้รับการยกย่องจากทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ด้วยผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education)

 นอกจากนี้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ท่านได้รับรวมมีมากกว่า 15 สถาบัน ซึ่งนับว่าท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ไทยที่ได้รับการยกย่องให้ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากที่สุดในปัจจุบัน และในปี พ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ปัจจุบันพระพรหมคุณาภรณ์ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และจำพรรษาอยู่ที่วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม





ด้านวัตรปฏิบัตินั้น ท่านเจ้าคุณฯ ก็ไม่เคยรบกวนผู้อื่นเลย ทุกวันนี้ท่านยังซักเครื่องอัฐบริขารของท่านเองอยู่ แม้ในช่วงหลังจะมีพระบางรูปช่วยเหลือท่านที่กุฏิ ด้วยเป็นห่วงสุขภาพและวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ท่านมักจะบอกกับพระรูปนั้นอยู่เสมอว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมทำเองได้"

อย่างเวลาฉันท่านจะมีแค่ปิ่นโตเถาเล็กๆ ไม่มีการจัดสำรับหรูหรา เพราะท่านไม่อยากให้ญาติโยมลำบาก อีกทั้งท่านเจ้าคุณฯ ยังห่มจีวรสีสดที่ตัดเย็บจากผ้าธรรมดาทั่วๆ ไป สวมรองเท้าแตะยาง

และเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ใกล้ชิดว่าในกุฏิของท่านจะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ เลย จะมีก็แต่เพียงวิทยุ ที่ท่านใช้เปิดฟังข่าวสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เสริมบางตัวที่สำคัญกับการทำงานเผยแพร่ของท่าน หรือหากมีสิ่งของใดๆ เสีย ท่านก็จะลงมือซ่อมแซมเอง ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา วิทยุ เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ จึงเป็นที่รู้กันดีว่างานอดิเรกของท่านคือ การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้นั่นเอง



ซึ่งตัวอย่างผลงานทางวิชาการพุทธศาสนาของ พระพรหมคุณาภรณ์ อาทิ พุทธธรรม , พจนานุกรมฉบับประมวลศัพท์ , พจนานุกรมฉบับประมวลธรรม , สถาบันสงฆ์กับสังคมไทยในปัจจุบัน , พจนานุกรมพุทธศาสตร์ , จารึกอโศก , ธรรมนูญชีวิต , มองอเมริกาแก้ปัญหาไทย,พระพุทธศาสนากับสังคมไทย


ซึ่งบทความที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้เขียนนั้นก็มีบุคคลที่นำไปศึกษาต่อและใช้ประกอบเพื่อประโยชน์ทางด้านวิชาการพระพุทธศาสนาอีกมากมาย



ซึ่งบางช่วงบางตอนของหนังสือกรณีธรรมกายนั้นพระประยุทธ์ได้เขียนถึง การหาทางตีความ ให้นิพพานเป็นอัตตา ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีหลักฐานในคัมภีร์ใดเลยที่กล่าวถ้อยคำระบุลงไปว่านิพพานเป็นอัตตา  แต่หลักฐานในคัมภีร์ที่ระบุลงไปว่านิพพานเป็นอนัตตานั้นมี และมีหลายแห่ง  ดังที่ยกตัวอย่างมาแสดงแล้ว

เมื่อไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงว่านิพพานเป็นอัตตา ผู้ที่หาทางจะทำให้นิพพานเป็นอัตตา ก็ใช้วิธีตีความ หรือทำให้เกิดความสับสนขอให้พิจารณาข้อความที่เอกสารของวัดพระธรรมกายได้กล่าวไว้

คำว่า สัพฺเพ ธัมฺมา อนัตฺตา ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ซึ่งเป็นคำที่มีการอ้างอิงกันมากนี้ คำว่า สัพฺเพ ธัมฺมา คือ ธรรมทั้งปวง กินความกว้างเพียงใดเพราะมีทั้งคัมภีร์ชั้นอรรถกถาที่บอกว่า ธรรมทั้งปวง ในที่นี้ รวมเอาพระนิพพานด้วย

และมีทั้งคัมภีร์อรรถกถาที่บอกว่า ธรรมทั้งปวงที่ว่าเป็นอนัตตานั้นหมายเอาเฉพาะขันธ์ 5 ไม่ได้ครอบคลุมถึงพระนิพพาน คำกล่าวนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสับสน ถ้าไม่เป็นเพราะตัวผู้กล่าวสับสนเอง ก็เป็นเพราะตั้งใจจะทำให้เกิดความ สับสน เป็นการเสี่ยงต่อพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง
แสดงความคิดเห็น